5 อาการเตือนว่าคุณอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea : OSA) เป็นภาวะที่เกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนระหว่างการนอน ทำให้การหายใจสะดุด หรือหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้คุณตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย หรือมีอาการแทรกซ้อนทางสุขภาพอื่น ๆ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน ดังนั้นการรู้เท่าทันโรคเพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและหาทางรักษาก่อนสายจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับภาวะนี้

ใครเป็นกลุ่มเสี่ยงของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ดังนี้

- ผู้ที่มีโครงสร้างทางเดินหายใจแคบ

- ผู้ชายที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป

- ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก

- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี เป็นต้น


5 อาการเตือนว่าคุณอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

1. นอนกรนเสียงดัง หรือหายใจเสียงดังทางจมูก

อาการกรนอาจเป็นเรื่องปกติที่เกิดได้กับหลายคนแต่มักถูกมองข้าม หากพบว่าการนอนกรนนั้นมีเสียงดังผิดปกติ หรือมีเสียงหายใจติดขัดระหว่างหลับ อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่ากำลังเสี่ยงต่อ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณลำคอคลายตัวและกีดขวางทางเดินหายใจ โดยผู้ที่มีอาการนี้มักถูกคนใกล้ตัวหรือคู่สมรสสังเกตเห็นได้ว่ามีการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ในระหว่างที่หลับ สำลัก ร่วมกับการกรนเสียงดังเป็นประจำ

2. เหงื่อออกมากขณะนอนหลับ

กรณีที่นอนเปิดเครื่องปรับอากาศแล้วยังมีเหงื่อออกมากผิดปกติในขณะหลับ โดยเฉพาะในช่วงกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว นั่นก็อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เพราะเมื่อร่างกายขาดออกซิเจน สมองจะสั่งให้ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีเหงื่อออกมากขึ้น ซึ่งเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อความเครียดที่เกิดขึ้นในขณะนอนหลับ นอกจากนี้ อาการเหงื่อออกมากยังมักเกิดร่วมกับการนอนกรนและตื่นกลางดึกบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

3. ตื่นกลางดึกบ่อย

สำหรับบางคนการนอนฝันร้ายอาจทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกได้ แต่หากการสะดุ้งตื่นนั้นไม่ได้มีสาเหตุจากการนอนฝันเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ และยังเป็นอยู่บ่อยครั้ง นั่นอาจเกิดจาก สมองสั่งให้ร่างกายตื่นขึ้นเพื่อหายใจหลังจากที่มีภาวะหยุดหายใจ เพราะสมองจะรับรู้ว่ามีปัญหาและกระตุ้นให้ผู้ป่วยตื่นขึ้นมาเพื่อเริ่มหายใจใหม่ แม้ว่าการตื่นกลางดึกนั้นอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่สามารถเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ได้ตลอดคืน ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถนอนหลับลึกได้อย่างเต็มที่ หากมีอาการนี้อาจทำให้รู้สึกเพลียตลอดวัน ขาดสมาธิ และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุระหว่างทำงานหรือขับขี่รถยนต์

4. ปวดศีรษะหลังตื่นนอน และง่วงนอนตอนกลางวัน

หนึ่งในสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดของภาวะหยุดหายใจขณะหลับคือ อาการปวดศีรษะตอนเช้าหลังตื่นนอนและง่วงนอนตอนกลางวันอยู่เป็นประจำ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนี้ก็เป็นเพราะเมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ สมองจะขาดออกซิเจนชั่วคราว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะหลังตื่นนอนทันที และภาวะหยุดหายใจขณะหลับยังทำให้ร่างกาย พักผ่อนได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้รู้สึกง่วงซึม เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และขาดพลังงานในช่วงกลางวัน หากคุณรู้สึกง่วงผิดปกติระหว่างวัน หรือต้องดื่มกาแฟหลายแก้วเพื่อกระตุ้นสมอง นั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาการนอนที่ร้ายแรงที่ไม่ควรปล่อยไว้

5. ปากแห้ง และเจ็บคอหลังตื่นนอน

หลายคนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หลังตื่นนอนจะรู้สึกได้ว่าปากแห้งหรือเจ็บคอ ซึ่งเกิดจากการ หายใจทางปากเป็นเวลานานตลอดทั้งคืน นั่นก็เพราะเมื่อทางเดินหายใจถูกอุดกั้น ร่างกายจะพยายามชดเชยโดยเปิดปากเพื่อหายใจ ซึ่งทำให้อากาศแห้งที่ไหลผ่านลำคออย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง เมื่อตื่นขึ้นมาจึงรู้สึกคอแห้งปากแห้งได้ โดยอาการนี้อาจเกิดร่วมกับอาการกรนและการตื่นกลางดึกเป็นประจำ ถ้าพบว่ามีอาการดังกล่าวบ่อยครั้ง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพการนอนหลับเพื่อวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น

แนวทางการรักษาและลดความเสี่ยงของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังที่กล่าวมามากกว่า 2 ข้อขึ้นไปควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และหาทางรักษาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ในบางคนอาจสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างเพื่อลดการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับได้ เช่น

- ปรับพฤติกรรมการนอน: หลีกเลี่ยงการนอนหงาย ควรนอนตะแคงและใช้หมอนที่ช่วยพยุงศีรษะให้ยกสูงขึ้น

- ลดน้ำหนัก: การออกกำลังกายลดน้ำหนักสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการอุดกั้นทางเดินหายใจได้

- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และบุหรี่: สิ่งเหล่านี้ทำให้กล้ามเนื้อในลำคอคลายตัวมากขึ้น ยิ่งสะสมเป็นเวลานานยิ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP): เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกจะช่วยเปิดทางเดินหายใจให้เป็นปกติและลดการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ แต่การใช้เครื่อง CPAP นั้นต้องผ่านการทำการตรวจการนอนหลับ (sleep test) มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนั้นยังมีวิธีการรักษาอื่นๆ ได้แก่ การใช้อุปกรณ์ทันตกรรมเลื่อนกรามล่างมาด้านหน้า (MAD) การรักษาด้วยการผ่าตัดเพดานอ่อนและคอหอยหรือการผ่าตัดกระดูกกราม การรักษาด้วยการออกกำลังกายกล้ามเนื้อทางเดินทางเดินหายใจส่วนบน (myofuctional therapy) หรือ การรักษาด้วยอุปกรณ์กระตุ้นเส้นประสาท hypoglossal เป็นต้น

การรักษา ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับได้สนิทและหลับลึกได้นานขึ้น แต่ยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ และช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีคุณภาพมากขึ้นอีกด้วย


บทความฉบับนี้เป็นเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Generated Content) ซึ่งพัฒนาต่อยอดจาก Infographic เรื่อง นอนกรน หลับไม่สนิท เสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

(Link: https://www.medumore.org/infographic/obstructive-sleep-apnea) ที่จัดทำโดย รศ. พญ.นฤชา จิรกาลวสาน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

- วิธีแก้ไขโรคนอนไม่หลับ! คู่มือเอาชนะอาการนอนไม่หลับได้อยู่หมัด

- แฮงค์หนักมาก! 7 อาการหลังดื่มแอลกอฮอล์ ที่ไม่ควรมองข้าม

- อาการเวียนหัวบ้านหมุน สัญญาณเตือนโรคร้ายที่ต้องระวัง

- กรดไหลย้อน คืออะไร ? เช็กให้ชัวร์อาการแบบไหนใช่กรดไหลย้อน

ติดตามข้อมูลข่าวสาร และการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ เกี่ยวกับ คอร์สเรียนแพทย์ ความรู้ทางการแพทย์ ได้ที่ Facebook: MDCU MedUMORE